โดนท่อไอเสีย วิธีรักษา ให้ใช้ครีมฮีรูดอยหรือสมูทอีทาหลังจากแผลแห้งแล้ว

โดนท่อไอเสีย วิธีรักษา ดิฉันเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เสียหลักล้ม เนื่องจากน้องหมาวิ่งตัดหน้า ร่างกายถลอกเล็กน้อย แต่บริเวณต้นขาขวาด้านหลังไปโดนท่อไอเสียพอดี(ดิฉันล้มลงนั่งทับท่อ) ตอนโดนใหม่ๆมันเป็นแผลเหวอะนิดเดียว ยังไม่มีรอยไหม้แต่อย่างใด แต่แสบร้อนทั่วบริเวณขาที่โดนท่อ พอเช้านี้คุณหมอเปิดดูแผล บริเวณส่วนที่โดนท่อกลายเป็นรอยไหม้สีน้ำตาลม่วงๆ และมีแผลเหวอะยาวประมาณ 1 นิ้ว ตามรูปค่ะ เปิดหาในเน็ต บางคนบอกว่าตอนโดนใหม่ๆให้รีบโปะว่านหางจระเข้ จะช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนและทำให้ไม่เกิดรอยดำ และจะไม่มีรอยจากแผลเป็นเหลืออยู่เลย(ดิฉันเริ่มเอะใจ อยากทาว่านหางจระเข้ดูบ้าง) แต่บางคนบอกว่าให้ไปหาหมอ เพราะแผลอาจจะอักเสบติดเชื้อได้ และให้ใช้ครีมฮีรูดอยหรือสมูทอีทาหลังจากแผลแห้งแล้ว อยากขอคำแนะนำจากเพื่อนๆค่ะ ว่าถ้าดิฉันจะทาว่านหางจระเข้ตอนนี้จะดีไหม เพราะคุณหมอปิดผ้าก๊อซกันน้ำไว้ค่ะ ถ้าจะทาก็คงต้องแกะผ้าออก แล้วคุณหมอนัดเปิดแผลอีกทีวันอังคารที่ 13 สิงหาคม 2556 โดนท่อไอเสีย วิธีรักษา.

โดนท่อไอเสีย วิธีรักษา
โดนท่อไอเสีย วิธีรักษา ถ้าอย่างนั้นคุณหมอต้องรู้ว่าดิฉันเปิดผ้าปิดแผลออก คุณหมอคงจะไม่ปลื้มแน่ๆ ปัญหาคือ ดิฉันเครียดและสับสนตัวเองว่าจะเชื่อขนานไหนดี ที่จะให้ผลของแผลเป็นออกมาดูดีที่สุด อยากขอคำแนะนำจากคนที่มีประสบการณ์ตรงค่ะ ขอบคุณค่ะ ผมเคยโดน สิ่งที่ผมทำคือ ล้างแผล ตัดเนื้อออก ใส่ยา(แสบมาก) ก็เลยเปลี่ยนไปใช้หลอดเหลืองๆ แล้วใช้มาผ้าก็อตแปะ ไม่ให้โดนน้ำ แผลจะแห้งตกสะเก็ตพอหายสีมันจะไม่เหมือนสีผิว ใช้เฮลูดอยทา ทาได้ซํกอาทิตย์นึงคิดว่าช่างมันเถอะ ก็เลยไม่ทา ผ่านไปหลายเดือนสีผิวเริ่มเลือนเข้าด้วยกันไปเองn ผมไม่ได้ไปแว๊นนะครับ ขึ้นมอเตอร์ไซต์รับจ้างเนี่ยแหละ ใส่ขาสั้น เซงมาก หลังจากนั้น ขึ้นมอเตอร์ไซต์ฝั่งที่ไม่มีท่อไอเสียตลอด (ยังไม่เคยเจอกันไหนมีท่อสองฝั่ง) หนูก็โดนแผลเป็นแบบนี้เด๊ะๆๆ แต่ว่าเล็กหน่อย โดนท่อมา1ปีกว่าๆแล้ว ตอนนี้รอยก็ยังอยู่มันเป็นดำๆอ่ะค่ะ แต่มองก็แทบจะไม่เห็นแล้วนะ ลองเอาครีมที่แรงๆพวกAHAอะพวกนี้นีเน้นไปที่จุดค่ะ หรือครีมลดรอยฮิวรูดอยโบกๆมันเข้าไปเลยคะ หนูว่ามันไม่เป็นรอยนูนก็ถือวาโอเคแล้วค่ะ โดนท่อไอเสีย วิธีรักษา เห็นเค้าบอกกันว่าให้เอายาสีฟันที่เราใช้กันอ่ะคะ ทาไปที่แผลตอนโดนใหม่ๆเรยอ่ะนะ แต่เรื่องแผลเป็นเนี่ยคงต้องใช้เวลานานแน่นอนคะ ลูกชายคนโตก้อเคยโดนคะ โดนตั้งแต่ 2 ขวบกว่าๆ ตอนนี้ 5 ขวบแร้ว แผลเริ่มจางหายไปแร้วอ่ะคะ (แต่ว่าเนื้อเด็กเค้าว่ากันว่าจะหายเร็วกว่าเนื้อคนโตอ่ะคะ พวกเซลล์เด็กๆเค้าจะทำงานดีกว่าคนโตๆแบบเรา) ส่วนลูกสาวคนเล็กก้อเคยโดนคะ (บ้านนี้โดนกันทั้งพี่และน้อง 555+) ตอนนี้แผลยังไม่หายเรยคะ ยังเห็นชัดอยู่เรยอ่ะนะ แต่คนพี่อ่ะแผลเริ่มจางไปเรื่อยๆเรยอ่ะคะโดยไม่เคยทายาให้เรยอ่ะนะ โดนท่อไอเสีย วิธีรักษา.

Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ผิวหนังลอก ไม่คิดว่าจะเป็นมาเกือบ3ปีแล้ว รำคาญมากๆรักษายังไงดี

ผิวหนังลอก อาการคือ หนังที่ฝ่ามือ จมูกเล็บมือลอกนิดหน่อย ฝ่าเท้าลอก หัวเข่าข้อศอกลอก ที่เท้าลอกจนส้นเท้าแตกเป็นร่องลึก ไม่มีการคันหรือเจ็บจากอาการลอก แต่ที่ส้นเท้าแตกบางครั้งมันก็เป็นเวลาเดิน ช่วงเป็นใหม่ๆผมก็ไม่เอะใจจำไม่ได้ว่าป็นช่วงฤดูไหน และคิดว่าอาจเป็นเพราะความแห้งของอากาศเดี๋ยวก็คงหายไปเอง ไม่คิดว่าจะเป็นมาเกือบ3ปีแล้ว รำคาญมากๆเวลานอน เดิน หรือหยิบจับอะไรมันไม่สะดวกเลยแถมหนังที่เท้ามันยังร่วงตามพื้นใกล้ๆที่นอนเต็มไปหมดอมยิ้ม เคยไปหาหมอแล้วหมอให้ยามาทาเป็นครีมผสมสมยูเรียอะไรซักอย่าง มาทาแล้วบอกเดี๋ยวก็หายอย่าไปแกะ ผมก็ทำตามสองเดือนก็ไม่ดีขึ้นก็เลยไปหาที่อื่น ให้แบบเดิมอีกผมก็บอกว่ายาผสมยูเรียผมเคยใช้แล้วเค้าก็ยังบอกว่าว่าลองก่อนจะดูอาการผมก็โอเค ผมอาจต้องให้เวลาหมอวินิจฉัย ผมก็ทำแบบเดิมแล้วมาหาอีกอาการไม่ดีขึ้น หมอบอกว่าอาจเป็นเพราะมียีสต์ที่รูขุมขนเยอะเกินไป ทำให้เกิดลูกโซ่(ชื่ออังกฤษจำไม่ได้) เป็นการผิวลอก แล้วเค้าให้ผมไปส่องไฟม่วง(ปิดไฟหมดเหลือแต่ไฟม่วง) ผิวหนังลอก.

ผิวหนังลอก

ผิวหนังลอก ตามตัวมันจะเป็นจุดเขียวๆเหมือนฝุ่นตามตัว(ในความืด) แล้วก็ให้ยาสระผมกับยานิโซน่อลซึ่งจากที่หาข้อมูลเป็นยาฆ่าเชื้อรา มาสองสามอาทิตย์มันก็ดีขึ้นนิดหน่อยยาหมดก็ไปหาอีกหมอก็บอกว่าเว้นซัก2-3วันแล้วค่อยทานยา(นิโซน่อล) ต่อเพราะมันมีลิมิตให้ครั้งละ10เม็ด หลังจากนั้นอาการก็ทรงตัวแล้วก็เป็นหนักกว่าเดิมอีก แล้วผมก้ไม่ได้ไปหาหมอคนนั้นอีกเลย เพราะมันไกลบ้าน ข้อสงสัยคือทำไมเป็นยีสต์แล้วให้ยารา โอเครากับยีสต์มันเป็นพวกคล้ายๆกันแต่นิโซน่อล มันฆ่ายีสต์ได้ด้วยหรอเค้าไม่เห็นเขียนไว้เลย อาการที่ดีขึ้นเล็กน้อยอาจเป็นเพราะอุปทานคือมันเป็นของมันเองเพราะเกือบสามปีก็มีที่มันดีขึ้นหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยหายแล้วก้กลับมาเป็นอีก แต่มีครั้งนึงผมไปทะเลกับเพื่อนไปเกาะสะเม็ด ตอนนั้นจำได้ว่าชอบไปแช่อยู่ในทะเลหลายชั่วโมงเลย พอกลับมาบ้านก็สังเกตุว่ามันเป็นอยู่นิดเดียวแล้วจากทั้งมือเหลือแค่สองนิ้ว แล้วมันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกตอนนี้เป็นเยอะมากใครพอมีความรู้ช่วยแนะนำหน่อยครับ หมอที่ไปหาเป็นทั้งโรงบาลและคลีนิค ลองแช่ขิงดองน้ำส้มสาบชูแล้ว ลองเอาผักหวานมาตำพอกแล้ว ครีมก็ทามาเยอะแล้ว แต่ไม่ดีขึ้นเลยทำได้แค่เอาครีมทางเพื่อให้หนังที่ลอกๆแข็งๆมันราบไปพอครีมแห้งมันก็กลับมาอีก ข้อสังเกตุของผมคือ 1. อาการยีสต์เยอะเกินเกิดจากการอับชื่นเวลาออกกำลังเสร็จ ผมชอบกลับมาอาบน้ำที่บ้าน อาจเกิดการสะสมความชื่นระหว่างเดินทางทำให้ยีสต์เจริญเติบโตเร็วกว่าปกติ ทุกวันนี้ผมไม่ค่อยสะสมเหงื่อแล้วพยามอาบน้ำให้เร็วที่สุด ที่หมอคนสุดท้ายอธิบายอาจจะถูกแต่ผมว่ายามันไม่น่าจะถูก เพราะไปถึง4ครั้งก็ไม่ดีขึ้นอีกเลยอีกอย่างผมไม่อยากกินยามากเพราะไม่รู้ว่ามีผลข้างเคียงอะไรบ้างแต่หมอให้ยามาถึงสองชุดทั้งๆที่มันไม่หาย ผมขอโทษคุณหมอครับ ที่เอาเรื่องนี้มาอ้างอิงและที่ไม่ได้ไปอีกมันไกลบ้านผมและผมไม่เห็นว่ามันจะดี 2. ผมเป็นที่มือขวามากกว่ามือซ้ายแบบชัดเจน(ผมถนัดขวา) ผิวหนังลอก แต่มันก็ไม่น่าเกี่ยวกับสารจากสิ่งที่เราสัมผัสเพราะเท้าเข้าศอกก็เป็น จึงคิดว่าเกิดจากการเสียดสีมากกว่า 3. อาจแพ้น้ำยาซักผ้าหรือน้ำยาปรับผ้านุ่ม ยาสระผมสบู่ ก็ลองเลิกใช้ทีละอย่างสุดท้ายซักแต่น้ำอาบน้ำเปล่าๆก็ยังไม่ดีขึ้น 4. เกี่ยวกับการพักผ่อนไม่ตามเวลาคือช่วงที่ผมนอนดึกตื่นสายมันจะเป็นมากกว่าช่วงที่นอนเร็วตื่นเช้า(ตี5-6น.)ลองอยู่ครึ่งปีแต่ก็ไม่หายอยู่ดี อาการทรงตัว จึงคิกว่าน่าจะเกี่ยวกับระบบน้ำในร่างกายเพราะมันเกี่ยวกับเวลานอนด้วย เช่นนอนไม่เต็มที่น้ำมันอาจจะไปที่ผิวหนังได้น้อยกว่า(เดาเอา) 5. เมื่อเอาคำวินิจฉัยของหมอมาบวกกับผมคิดว่า มันเป็นเพราะยีสต์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้น้ำเป็นอาหารและมันดูดน้ำจากผิวหนังมากจนทำให้ผิวแห้งมากและส่วนที่ต้องมีการสัมผัสเสียดสีกับวัตถุภายนอกจะแห้งได้ง่ายกว่าส่วนอื่นโดยเฉพาะที่มือและเท้าก็เป็นผิวหนังคนละชนิดกับผิวตัวหรือหน้า ทำให้แห้งจนแตกและลอกออกมาเป็นแผ่น และเมื่อเราไปแช่ในน้ำทะเลนานๆมันอาจได้รับน้ำมากเพียงพอจึงไม่ไปดึงน้ำจากผิวหนังมาเยอะหรือไม่ก็มันโดนน้ำทะเลกัดตายไป(แต่มันก็ไม่น่าจะกลับมาอีก)และไม่ใช่โรคติดต่อได้ๆแน่นอน ผิวหนังลอก.

Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ผงบุกลดน้ำหนัก ผงบุกทำงานอย่างไรกับการลดน้ำหนัก

ผงบุกลดน้ำหนัก ผงบุกทำงานอย่างไรกับการลดน้ำหนัก?
บุกประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เมื่อเราเอาผลบุกมาสกัดแป้งของบุกออกมา จะมีสารกลูโคแมนแนน (Glucomannan) ซึ่งเจ้าสารตัวนี้เองที่มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำได้ดีมาก สามารถดูดซับน้ำแล้วขยายตัวออกได้ ร่างกายของเราสามารถย่อยสลายกลูโคแมนแนนได้แต่ใช้เวลานานกว่า ซึ่งคาร์โบไฮเดรตที่สกัดจากบุกนี้ให้พลังงานและสารอาหารที่ต่ำมากกว่าคาร์โบไฮเดรตจากอาหารประเภทอื่นๆ นอกจากนั้นบุกเองยังมีไฟเบอร์เป็นจำนวนมาก ทำให้กินแล้วระบบขับถ่ายจะทำงานได้ดีขึ้น
เมื่อร่างกายต้องใช้เวลานานกว่าในการย่อยคาร์โบไฮเดรต จึงทำให้หลายคนรู้สึกว่า อิ่มนาน และกินอาหารได้น้อยลง เมื่อเรากินอาหารที่มีส่วนผสมจากผงบุกเข้าไป นอกจากจะทำให้อิ่มเร็วกว่า อิ่มนานกว่าแล้ว ยังทำให้ลดความอยากของอาหารได้อีกด้วย ผงบุกลดน้ำหนัก.

ผงบุกลดน้ำหนัก


ผงบุกลดน้ำหนัก  เมื่อความอยากลดลง (เพราะร่างกายต้องใช้เวลานานในการย่อย) จึงทำให้เรากินอาหารหรือขนมจุกจิกอื่นๆ ได้น้อยลงในแต่ละวัน เมื่อเรากินน้อย พลังงานที่ได้รับจากอาหารก็น้อยลง สุดท้ายร่างกายก็จะเอาไขมันที่สะสมไว้มาเผาผลาญชดเชยเป็นพลังงานที่ขาดหายไปนั้นเอง
สรุปการทำงานของผงบุกกับการลดน้ำหนัก
ความจริงแล้วการลดน้ำหนักโดยการกินผงบุกหรือผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากบุกนั้น บุกไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการลดน้ำหนัก แต่บุกทำให้คนกิน รู้สึกอิ่มนานขึ้น ทำให้มื้ออาหารต่อ
ไปกินอาหารได้น้อยลง กินจุกจิกน้อยลง แคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละมื้อและต่อวันจึงน้อยลงไปด้วย และเมื่อร่างกายไดรับแคลอรี่น้อยกว่าที่ต้องการใช้ ร่างกายจะเผาผลาญไขมันออกมาเป็นพลังงานทดแทน ทำให้เราสามารถลดน้ำหนักได้เองอย่างช้าๆ ไม่ต้องหักโหมนั้นเอง
ผงบุกวันนี้มีในผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง?
ปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายรายได้ทำการสกัดบุกให้กลายเป็นแป้งหัวบุก เพื่อนำไปทำเป็นเส้นหมี่ หรือนำไปพัฒนาเป็นวุ้นเส้นบุก หรือทำเป็นวุ้นบุกก้อนเพื่อนำไปประกอบอาหาร บางรายนำผงบุกไปทำเป็นเครื่องดื่มบุกผงใส่ขวดเพื่อสะดวกในการกิน หรือแม้แต่ขนมก็ยังมีการนำผงบุกไปทำเป็นขนมผงบุกเช่นกัน นอกจากนั้นบางคนก็กินบุก (ก้านและใบ) กับน้ำพริกต่างๆ (กินแทนผักลวกจิ้มต่างๆ ได้) รวมถึงบางรายก็สกัดผงบุกออกมาเป็นแคปซูลทำในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นต้น ผงบุกลดน้ำหนัก.

Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ผิวหนังไก่ที่คอ ก่อให้เกิดความรำคาญและปัญหาความสวยงามกับสาวๆ

ผิวหนังไก่ที่คอ ก่อนที่เราจะพูดถึงขนคุด เราต้องไปความรู้จักกับผิวหนังก่อน ผิวหนังของคนเรานั้นประกอบด้วย 3 ส่วน ในส่วนของด้านบนจะเรียกว่า Epidermis หรือ ที่รู้จักทั่วไปคือ ชั้นหนังกำพร้า และด้านล่างจะเรียกว่า Dermis หรือ ชั้นหนังแท้ และ Subcutis หรือ ชั้นไขมัน นั่นเอง Epidermis หรือชั้นหนังกำพร้า เป็นชั้นผิวหนังที่อยู่นอกสุดและสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง ผิวชั้นหนังกำพร้าเกิดจากเซลล์ ซึ่งแบ่งตัวหน้าขึ้นเกิดเป็นเซลล์ผิวหนัง (Keratonocyte) และเซลล์สร้างเม็ดสี ทำหน้าที่ปกคลุมในส่วนที่เราเห็นเป็นผิวพรรณในคนเชื้อชาติต่างๆ ในส่วนที่เราเห็นเป็นความเต่งตึง หรือเหี่ยวย่น เป็นผลมาจากชั้น Dermis หรือ ชั้นหนังแท้ โดยชั้นนี้จะประกอบด้วย เส้นขน เส้นเลือด เส้นประสาท และที่สำคัญคือคอลลาเจน ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เกิดความเปล่งปลั่งของใบหน้าและผิวหนัง และชั้นหนังแท้ยังมีปุ่มประสาทพิเศษที่รับความรู้สึกต่างๆ ได้อีกด้วยเช่น รับความรู้สึกสัมผัสความเจ็บ ความร้อน ความเย็น เป็นต้น
Subcutis หรือ ชั้นไขมัน เป็นชั้นที่ลึกที่สุดของผิวหนังทั้งหมด เป็นส่วนรองรับผิวหนังให้คงรูปร่าง รับแรงกระแทก และสะสมพลังงานแก่ร่างกาย ให้ความอบอุ่นและเพิ่มความเต่งตึงแก่ผิวหนังอีกด้วย ผิวหนังไก่ที่คอ.

ผิวหนังไก่ที่คอ
ผิวหนังไก่ที่คอ นอกจากชั้นผิวหนังที่จำเป็นต้องรู้จักแล้ว ขนเป็นสิ่งเล็กๆ ที่สร้าปัญหายิ่งใหญ่ ให้กับใครหลายๆ คน โดยเฉพาะขนคุดที่เป็นปัญหาดวนใจผิวสวยของสาวๆ โดยส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นจากพันธุกรรม โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคภูมิแพ้จะมีโอกาสเกิดเป็นโรคขนคุดได้ง่าย และที่สาวๆ สมัยนี้เป็นกันมาก ก็เกิดจากการโกนขน ซึ่งเป็นวิธีการกำจัดขนที่รวดเร็วและเป็นที่นิยมมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นที่ขาหรือรักแร้ ทำให้เกิดเป็นเส้นขนแทงขึ้นมาใต้ผิวหนัง เห็นเป็นจุดดำๆ ทำให้ผิวหนังเป็นตุ่มๆ คล้ายสิว แต่ว่าจะไม่เหมือนสิวที่ทายา 1-2 วันก็ยุบ ขนคุดจึงก่อให้เกิดความรำคาญและปัญหาความสวยงาม ส่วนในรายที่มีเส้นขนค่อนข้างแข็ง ยังสามารถมีอาการอักเสบเป็นตุ่มแดง ไปจนถึงมีอาการเจ็บร่วมด้วยได้ ขนคุดเป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เพราะฉะนั้นแล้ว มีอีกสองสิ่งที่จำเป็นต้องรู้จักเช่นกันนั่นก็คือ ขน กับ ต่อมเหงื่อ เพราะขนนั้นเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดขนคุดและต่อม เหงื่อ ที่หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นต้นเหตุของการเป็นขนคุด
ขน โดยเฉลี่ยมนุษย์มีเส้นผมจำนวน 100,000-150,000 เส้น แต่ละเส้นหนาประมาณ 0.08 มิลลิเมตร และยาวขึ้นในราว 0.1-0.2 มิลลิเมตรต่อวัน รวมแล้วจะได้ผมยาว 30 เมตร ร้อยละ 90 ของผมหรือขนคือเคราติน (keration) สร้างจากรากที่อยู่ในรูขุมขน รากผมหรือขนจะกระจายอยู่ในชั้นผิวหนังแท้ในระดับความลึกต่างๆ และผลัดกันงอกโผล่มาทางรูขน โดยมีอายุขัยที่แตกต่างกันเฉลี่ย 2-3 ปี แล้วแต่ชนิดของเส้นขนนั้น ผิวหนังไก่ที่คอ ต่อมเหงื่อ ทำหน้าที่หลัก คือ การปรับอุณหภูมิร่งกาย เวลาที่อากาศร้อนร่างกายจะขับเหงื่อออกมามาก เพราะฉะนั้นเหงื่อคือการปรับอุณหภูมิ เพื่อให้ระบายความร้อน ถ้ามีอากาศเย็นๆ เหงื่อก็จะไม่ออก แต่การที่เหงื่อออกหรือไม่ออกนอกจากจะเรื่องของอุณหภูมิแล้ว ยังเป็นเรื่องของความชื้นสัมพัทธ์อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น อากาศร้อนแต่เป็นอากาสที่ร้อนแห้ง ความชื้นสัมพัทธ์จะต่ำ ก็จะทำให้ไม่มีเหงื่อ เพราะว่าเหงื่อที่ออกมาจะระเหยได้ง่าย แต่ถ้าเป็นอากาศร้อนชื้น ความชื้นสัมพัทธ์จะทำให้เหงื่อระเหยไม่ดี เราก็จะเห็นเหงื่อที่ติดอยู่บนตัว เพราะฉะนั้นต่อมเหงื่อมีหน้าที่หลั่งเหงื่อออกมา ซึ่งจะประกอบไปด้วย น้ำ และเกลือแร่ จึงทำให้เหงื่อมีรสชาติที่เค็ม โดยส่วนใหญ่คนทั่วไปมักจะคิดว่าการเป็นขนคุด อาจจะเกิดจากต่อมเหงื่อซึ่งจริงๆ แล้ว ต่อมเหงื่อนั้นไม่เกี่ยวกับการเป็นขนคุดเลย เพียงแต่ต่อมเหงื่อนั้นมีท่อเปิดสู่ผิวทางรูขน ผิวหนังไก่ที่คอ.

Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ส้มแขก ลดน้ําหนัก สรรพคุณและประโยชน์ของส้มแขก

ส้มแขก ลดน้ําหนัก สรรพคุณและประโยชน์ของส้มแขก ส้มแขก มีสารสำคัญที่มีชื่อว่า Hydroxycitric Acid หรือเรียกสั้นๆว่า “HCA” ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการสร้างไขมันจากการบริโภคอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง นอกจากนี้ยังมีกรดอินทรีย์อื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น กรดซิตริก (Citric Acid), กรดโดคีคาโนอิค (Dodecanoic Acid), กรดออคตาดีคาโนอิค (Octadecanoic acid) และกรดเพนตาดีคาโนอิค (Pentadecanoic acid)
ส้มแขกแคปซูลในปัจจุบัน ส้มแขกได้มีการนำไปสกัดทำเป็นผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน หลายรูปแบบ เช่น แบบผง แบบเม็ด ชาส้มแขก ส้มแขกแคปซูล โดยจะมีขนาดตั้งแต่ 300-600 มิลลิกรัม และจะมีเนื้อส้มแขกประมาณ 250-500 มิลลิกรัม และมีปริมาณ HCA ประมาณ 60-70% โดยจะแตกต่างกับส้มแขกบดแห้งบรรจุแคปซูลธรรมดาที่ไม่ได้ผ่านการสกัด ซึ่งจะมีปริมาณของ HCA เพียง 30% เท่านั้น โดยวิธีการรับประทาน สารสกัดส้มแขก ให้รับประทานก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมงครั้งละ 1,000-1,200 มิลลิกรัม (ถ้าเม็ดละ 300 mg. ก็ใช้ 3-4 เม็ด) วันละ 3 ครั้งจะช่วยทำให้ยาดูดซึมได้ดีที่สุด ส้มแขก ลดน้ําหนัก.

ส้มแขก ลดน้ําหนัก


ส้มแขก ลดน้ําหนัก  สรรพคุณของส้มแขก
ช่วยแก้อาการไอ (ดอก)
สรรพคุณส้มแขกใช้เป็นยาขับเสมหะ (ดอก)
ผลแก่นำมาใช้ทำเป็นชาลดความดันได้ หรือจะใช้ดอกก็ได้ (ผลแก่,ดอก)
ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้ดอกตัวผู้แห้งต้มกับน้ำ (อัตราส่วน 7ดอก : น้ำ 1 ลิตร) เติมน้ำครั้งที่สองใส่ดอก 3 ดอกต่อน้ำ 1 ลิตร โดยไม่ต้องทิ้งดอกที่ต้มในครั้งแรก แล้วนำมาดื่ม (ดอกตัวผู้)
ใช้เป็นยาสมุนไพรช่วยฟอกโลหิต
ใช้ทำเป็นยาแก้กระษัย ด้วยการนำมาตากแห้งแล้วต้มกับน้ำผสมกับรามังคุดและรากจูบู (ราก)
ตำรายาพื้นบ้านใช้ส้มแขกทำเป็นยาบรรเทาอาการปวดท้องในสตรีมีครรภ์
ส้มแขกสรรพคุณใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ
ใบสดน้ำมารับประทานช่วยแก้อาการท้องผูก (ใบ)
มีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะ
รากใช้ทำเป็นยารักษานิ่ว ด้วยการนำมาตากแห้งแล้วต้มกับน้ำผสมกับรามังคุดและรากจูบู (ราก)
ผลส้มแขกสรรพคุณช่วยลดความอยากอาหาร ความรู้สึกหิวอาหาร
ช่วยเร่งระบบการเผาผลาญอาหาร
ช่วยดักจับแป้งและไขมันจากอาหารที่รับประทานเข้าไป
สารสกัดจากส้มแขกช่วยทำให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนไหวตัวได้เร็วขึ้นและขับไขมันออกมา
ส้มแขกลดน้ําหนัก เนื่องจากผลส้มแขกมีกรดมีกรดไฮดรอกซีซิตริก (HCA) มีสรรพคุณในการช่วยลดน้ำหนักและช่วยลดไขมันส่วนเกินของร่างกายได้
มีคุณสมบัติช่วยสกัดกั้นการเปลี่ยนแปลงของคาร์โบไฮเดรต (อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล) ไม่ให้เปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามร่างกายได้ แต่จะนำไปเป็นพลังงานให้ร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลีย
ส้มแขกลดความอ้วน ช่วยกระตุ้นให้มีการดึงเอาไขมันที่สะสมในร่างกายออกมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้ไขมันที่สะสมตามส่วนต่างๆของร่างกายลดน้อยลง ซึ่งจะทำให้ร่างกายมีน้ำหนักลดลงอย่างช้าๆ ประมาณ 1 กิโลกรัมภายใน 3-4 อาทิตย์
ประโยชน์ของส้มแขก
ใบแก่นำมาทำเป็นชาได้ แต่จะมีกลิ่นเหม็นเขียว (ใบแก่)
ใบอ่อนส้มแขกใช้รองนึ่งปลา (ใบอ่อน)
ประโยชน์ส้มแขกผลสดใช้ทำแกงส้ม
ประโยชน์ของส้มแขก ผลใช้ปรุงรสอาหารด้วยการนำมาผ่าเป็นชิ้นเล็กๆ เอาเยื่อและเมล็ดออก นำมาตากแห้งแล้วนำมาใช้ปรุงรสอาหารให้มีรสเปรี้ยว เช่น แกงส้ม แกงเลียง ต้มปลา ต้มเนื้อ แกงส้ม หรือใช้ทำน้ำแกงขนมจีน เป็นต้น หรือจะใช้ใบแทนผลก็ให้รสเปรี้ยวได้เช่นกัน (ผล,ใบ)
มีการใช้ใบแก่ของส้มแขกมาผสมกับยางพาราเพื่อใช้ทำปฏิกิริยาให้น้ำยางพาราแข็งตัวเร็วขึ้น ด้วยการใช้ใบแก่ประมาณ 2 กิโลกรัมผสมกับน้ำ 10 ลิตรแล้วทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์แล้วค่อยนำมาผสมกับยางพารา (ใบแก่)
ลำต้นส้มแขกแก่ๆ (อายุเกิน 30 ปีขึ้นไป) สามารถนำมาใช้ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ หรือทำเป็นไม้แปรรูปใช้ใการสร้างได้ (ลำต้น)
มีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างหลากหลาย เช่น ชาส้มแขก น้ำส้มแขก ส้มแขกกวน แคปซูลส้มแขก ฯลฯ ส้มแขก ลดน้ําหนัก.

Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ผิวหนังไก่ที่แขน ตำแหน่งที่เกิดการติดเชื้อ โดยเชื้อที่ก่อโรคมี 3 กลุ่มใหญ่

ผิวหนังไก่ที่แขน ผิวหนังเป็นเนื้อเยื่อส่วนนอกสุดของร่างกายที่ห่อหุ้มโครงสร้างและอวัยวะทุกอย่างไว้ ซึ่งในแต่ละบริเวณจะมีความหนา-บางแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ต้องรองรับ และถูกเสียดสี ผิวหนังของเราแบ่งเป็น 2 ชั้นใหญ่ ๆ คือ ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เป็นชั้นที่อยู่บนสุด บางและหลุดลอกออกไปได้ง่าย หรือที่เรียกว่าขี้ไคลนั่นเอง ในชั้นนี้จะไม่มีเลือดและเส้นประสาทหล่อเลี้ยงครับ แต่มีเซลล์ที่ชื่อ เมลาโนไซด์ (Melanocyte) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ที่ทำให้แต่ละคนมีสีผิวที่แตกต่างกันออกไป ผิวหนังไก่ที่แขน.

ผิวหนังไก่ที่แขน
ผิวหนังไก่ที่แขน ชั้นหนังแท้ (Dermis) เป็นชั้นที่อยู่ลึกถัดจากชั้นหนังกำพร้าลงมา มีความหนากว่าชั้นแรกมาก เป็นที่อยู่ของเซลล์ ต่อม หลอดเลือด และระบบประสาทที่มาหล่อเลี้ยง หน้าที่ของผิวหนังนอกจากปกป้องอวัยวะภายในไม่ได้ได้รับอันตรายแล้ว ยังมีความสำคัญในการรักษาระดับอุณหภูมิร่างกาย ขับของเสียออกทางเหงื่อ รับความรู้สึกสัมผัสต่าง ๆ ทั้งยังมีส่วนช่วยในการสร้างวิตามินดี และป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายอีกด้วย ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผิวหนังของเรามีได้หลายอย่างครับ สำหรับวันนี้จะกล่าวถึงโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นกับระบบผิวหนัง ซึ่งมีด้วยกันหลายโรคตามตำแหน่งที่เกิดการติดเชื้อ โดยเชื้อที่ก่อโรคมี 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ แบคทีเรีย รา และไวรัส อันที่จริงแล้วผิวหนังของคนเราก็มีเชื้อแบคทีเรียอาศัยอยู่นะครับ เรียกว่าเป็นเชื้อประจำถิ่น (Normal Flora) ซึ่งโดยปกติจะไม่ทำให้เกิดโรคครับ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงสภาพของผิวหนังไปจากเดิม เช่น มีบาดแผล มีโรคผิวหนังอื่น ๆ อยู่ก่อน สุขอนามัยไม่ดี หรือผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ เชื้อเหล่านี้ก็มีโอกาสทำให้เกิดโรคได้ ตัวที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ Staphylococcus aureus และ Staphylococcus pyogenes โรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่พบมาก ได้แก่ ผิวหนังไก่ที่แขน เป็นการติดเชื้อของชั้นหนังกำพร้า ส่วนใหญ่เกิดจากสุขอนามัยไม่ดี หรือละเลยบาดแผลเล็ก ๆ จะลุกลามจึงพบได้บ่อยในเด็กเล็ก ส่วนมากบาดแผลเกิดขึ้นที่ใบหน้าบริเวณรอบจมูก เนื่องจากการแกะ เกา และตามแขน-ขาทั่วไป เริ่มแรกเป็นเพียงผื่นแดงเล็ก ๆ มีอาการคัน แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำพองใส เมื่อแตกออกพื้นแผลจะเป็นสีแดง มีน้ำเหลืองไหล พอแห้งจะตกเป็นสะเก็ดเหลืองเกาะที่แผล ถ้าเกิดที่หนังศีรษะมีชื่อเรียกว่าชันนะตุ หากปล่อยไว้นานแผลอาจลุกลามขยายใหญ่ขึ้น หรือกินลึกลงไปมากขึ้น และเข้าสู่กระแสเลือดได้ ผิวหนังไก่ที่แขน.

Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

พริกไทยดํา ลดน้ำหนัก ประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก

พริกไทยดํา ลดน้ำหนัก นักวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ในพริกไทยดำนั้นมีสารที่ชื่อว่าไพเพอรีน(piperine) ซึ่งจะมีจุดเด่นในเรื่องของความฉุนและรสชาติที่เผ็ดร้อน และเจ้าสารนี้เองที่จะส่งผลในต่อยีนส์ที่ควบคุมการก่อตัวของเซลล์ไขมันให้ทำงานน้อยลง พร้อมทั้งยังทำลายเซลล์ไขมันเก่าที่อยู่ในร่างกายได้อีกด้วย ดังนั้นผลที่ได้รับคือ ไขมันที่น้อยลงไปพร้อมๆ กับผิวหนังส่วนที่หย่อยคล้อยจะกลับมากระชับมากยิ่งขึ้น ซึ่งประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักของพริกไทยสามารถแยกเป็นข้อให้ชัดเจนได้ดังนี้
1. พริกไทยดำสามารถควบคุมการเกิดใหม่ของเซลล์ไขมันไปพร้อมๆ กับการทำลายเซลล์ไขมันเก่า ทำให้ผอมลงและมีโอกาสกลับมาอ้วนยากขึ้น
2. พริกไทยดำจะช่วยให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารนั้นทำงานได้ดี ย่อยอาหารได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถเผาผลาญพลังงานที่ได้จากการทานอาหารได้ดี เมื่อพลังงานถูกเผาผลาญจนหมด จึงไม่เกิดการสะสมของไขมันในร่างกาย จึงเป็นการลดสาเหตุของความอ้วนไปได้อีกทางหนึ่งนั่นเอง พริกไทยดํา ลดน้ำหนัก.

พริกไทยดํา ลดน้ำหนัก
พริกไทยดํา ลดน้ำหนัก  ควรทานอย่างไรให้ได้ประโยชน์
การทานพริกไทยดำเพื่อลดน้ำหนักนั้น นอกจากการทานด้วยวิธีการปรุงอาหารตามปกติในทุกๆ มื้อแล้วนั้น ยังสามารถทานแบบเป็นอาหารเสริมประเภทแคปซูล ซึ่งภายในแคปซูลนั้นจะบรรจุไว้ด้วยผงพริกไทยป่น ทานก่อนมื้ออาหารประมาณ 10 นาที เพื่อประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงานและไขมัน แต่ไม่ควรทานหลังมื้ออาหาร เพราะจะทำให้เกิดอาการเรอและร้อนภายในร่างกาย
ข้อควรระวังในการทาน
การทานพริกไทยป่นในรูปแบบแคปซูลเป็นประจำนานติดต่อกันเกินไปนั้น แม้จะให้ผลในการลดความอ้วนได้ แต่สารอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า อัลคาลอยด์ ไพเพอรีน ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะทำปฏิกริยาเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งในกลุ่มของเอ็นไนโตรโซไพเพอริดีน(N Nitroso Piperidine) ดังนั้นเมื่อทานพริกไทยแบบแคปซูลลดความอ้วนไปนานๆ เข้าแล้วจะทำให้เกิดพิษและมีโอกาสในการเป็นมะเร็งได้นั่นเอง เราจึงอยากแนะนำสาวๆ ว่า ทานพริกไทยในแบบปรุงสุกกับอาหารทุกมื้อจะได้ประโยชน์และปลอดภัยกว่ามากค่ะ เพราะแม้จะทานมากไปสักหน่อย แต่ร่างกายก็จะสามารถขับออกมาเองได้ตามธรรมชาติ จึงไม่ก่อให้เกิดผลเสียแต่อย่างใดนั่นเอง

 

 

แค่นี้ชุดเดรสพอดีตัว หรือกางเกงขาสั้นสุดเปรี้ยว เรื่อยไปจนถึงเสื้อครอปครึ่งตัวแบบสปอร์ตก็ไม่ใช่เพียงแค่ความฝันอีกต่อไป เพราะคุณสามารถใส่มันได้ทุกแบบ ก็แหม…เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์จนหุ่นสวยเป๊ะแล้ว จากนี้ก็เติมความมั่นใจให้เต็มร้อยได้เลยค่ะ พริกไทยดํา ลดน้ำหนัก.

Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก การรักษาบาดแผลไฟไหม้ให้ได้ผลดีจำเป็นต้องทำยังไงบ้างฮะ

แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก อุบัติเหตุไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดจากความประมาทแทบทั้งสิ้น ถ้าต้องทำอาหารและอาจต้องสัมผัสของร้อน ควรระมัดระวังและป้องกันตนเองให้ดี ในบ้านที่มีเด็กเล็กควรระมัดระวังและจัดหาสถานที่ ๆ วางวัสดุที่มีความร้อนให้เหมาะสมให้ห่างจากมือเด็กเอื้อมถึงได้ ส่วนบุคลากรที่ต้องทำงานกับเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องทำความร้อนต่าง ๆ ที่มีโอกาสสัมผัสกับเปลวไฟหรือเปลวเพลิงสูง ควรมีการป้องกันตนเองให้เหมาะสมด้วย เพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติภัยไฟไหม้ น้ำร้อนลวกนี้ครับ การรักษาบาดแผลไฟไหม้ให้ได้ผลดีจำเป็นต้องให้วินิจฉัยดีกรีความลึกของบาดแผลไฟไหม้ได้ดี ด้วยเพราะ ปัจจุบันถ้าเป็นบาดแผลไฟไหม้ดีกรีตื้น นิยมรักษาโดยการทาด้วยครีมยาที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ (topical antibiotic treatment) หรือปิดผลิตภัณฑ์ปิดแผลต่างๆซึ่งมีหลายชนิดในท้องตลาดก็เพียงพอ แต่ถ้าเป็นบาดแผลไฟไหม้ดีกรีลึกการรักษาโดยวิธีผ่าตัดจะได้ผลดีกว่า แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก.

แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก การประเมินดีกรีความลึกของบาดแผลไฟไหม้ การประเมินความลึกของบาดแผลไหม้มีความสำคัญในการบอกถึงความรุนแรงของการบาดเจ็บ การวางแผนการรักษา และผลการรักษา ดีกรีความลึกของบาดแผลไฟไหม้ (Degree of burn wound)แบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับแรก (First degree burn)ระดับที่สอง (Second degree burn) ระดับที่สาม (Third degree burn)แผลไหม้ระดับแรก (First degree burn)การไหม้จะจำกัดอยู่ที่ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า (epidermis) เท่านั้น โดยบาดแผลจะแดง (Erythema) แต่ไม่มีตุ่มพอง (Blister) มีความรู้สึกเจ็บปวดหรือแสบร้อน โดยแผลประเภทนี้จะใช้เวลารักษาประมาณ 7 วัน โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้(ยกเว้นถ้ามีการติดเชื้ออักเสบ) ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดได้แก่แผลไหม้จากแสงอาทิตย์ กลุ่มผู้ป่วยที่กลับจากการพักตากอากาศ ไปชายทะเลมา หรือเป็นพวก sun burn การถูกน้ำร้อน ไอน้ำเดือดหรือวัตถุที่ร้อนเพียงเฉียดๆ และไม่นานการรักษาที่เหมาะสมคือ การใช้ครีมยาทาแผลเฉพาะภายนอก (Topical antibiotic treatment) หรือ ปิดด้วยผลิตภัณฑ์ปิดแผลชนิดต่างๆ แผลไหม้ระดับที่สอง (Second degree burn)แบ่งย่อยออกเป็น 2 ชนิด บาดแผลระดับที่สองชนิดตื้น (Superficial partial-thickness burn) จะเกิดการไหม้ขึ้นที่ชั้นหนังกำพร้าตลอดทั้งชั้น (ทั้งชั้นผิวนอกและชั้นในสุด) และหนังแท้ (dermis) ส่วนที่อยู่ตื้น ๆ (ใต้หนังกำพร้า) แต่ยังมีเซลล์ที่สามารถเจริญทดแทนส่วนที่ตายได้ จึงหายได้เร็วและไม่เกิดเป็นแผลเป็นเช่นกัน (ยกเว้นถ้ามีการติดเชื้อ) มักเกิดจากถูกของเหลวลวก หรือถูกเปลวไฟ ลักษณะอาการและบาดแผลโดยรวมคือมีตุ่มพองใส ถ้าลอกเอาตุ่มพองออก พื้นแผลจะมีสีชมพู ชื้นๆ มีน้ำเหลืองซึม และคนไข้จะมีอาการปวดแสบมากเพราะ เส้นประสาทบริเวณผิวหนังยังเหลืออยู่ไม่ได้ถูกทำลายไปมากนัก การหายของแผลใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ไม่เกิดแผลเป็น การรักษาที่เหมาะสมคือ การใช้ครีมยาทาแผลเฉพาะภายนอก (Topical antibiotic treatment) หรือ ปิดด้วยผลิตภัณฑ์ปิดแผลชนิดต่างๆ ส่วนบาดแผลระดับที่สองชนิดลึก (Deep partial-thickness burns) จะเกิดการไหม้ขึ้นที่ชั้นของหนังแท้ส่วนลึก ลักษณะบาดแผลจะตรงกันข้ามกับบาดแผลระดับที่สองชนิดตื้น (superficial secondary degree burn) คือ จะไม่ค่อยมีตุ่มพอง, แผลสีเหลืองขาว, แห้ง และไม่ค่อยปวด บาดแผลชนิดนี้มีโอกาสเกิดแผลเป็นได้แต่ไม่มาก ถ้าไม่มีการติดเชื้อซ้ำเติม แผลมักจะหายได้ภายใน 3-6 สัปดาห์ การใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะที่จะช่วยให้แผลไม่ติดเชื้อ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลไหม้ระดับที่สาม(Third degree burn)บาดแผลไหม้จะลึกลงไปจนทำลายหนังกำพร้าและหนังแท้ทั้งหมด รวมทั้งต่อมเหงื่อขุมขนและเซลล์ประสาท ผู้ป่วยมักไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดที่บาดแผล อาจกินลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อหรือกระดูก บาดแผลจะมีลักษณะขาว ซีด เหลือง น้ำตาลไหม้ หรือดำ หนาแข็งเหมือนแผ่นหนัง แห้งและกร้าน อาจเห็นรอยเส้นเลือดอยู่ใต้แผ่นหนานั้น และเนื่องจากเส้นประสาทที่อยู่บริเวณผิวหนังแท้ถูกทำลายไปหมดทำให้แผลนี้จะไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด บาดแผลประเภทนี้จะไม่หายเอง จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกผิวหนัง นอกจากนี้จะมีการดึงรั้งของแผลทำให้ข้อยึดติด เมื่อหายแล้วจะเป็นแผลเป็น บางรายจะพบแผลเป็นที่มีลักษณะนูนมาก (hypertrophic scar or keloid) มักเกิดจากไฟไหม้หรือถูกของร้อนนาน ๆ หรือไฟฟ้าช็อต ถือเป็นบาดแผลที่ร้ายแรง แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก.

Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ธรรมชาติบําบัดรักษามะเร็ง โภชนาการบำบัดมะเร็ง

ธรรมชาติบําบัดรักษามะเร็ง โภชนาการบำบัดมะเร็ง
จากการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ จัดขึ้นโดยกองทุนวิจัยมะเร็ง (WCRF) และสถาบันมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (AICR) เมื่อปลายปี 1997 ที่ประชุมได้ข้อสรุปเกี่ยวกับมะเร็งที่น่าสนใจ ดังนี้คือ
บุหรี่ เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งปอด
อาหารเค็ม อาหารหมักดอง เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหาร
ไขมันอิ่มตัว นมเนย กรรมพันธุ์ และแอลกอฮอล์ เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
เนื้อแดง แอลกอฮอล์ กรรมพันธุ์ เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่
บุหรี่ หมาก และแอลกอฮอล์ เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งปากและคอ
ไวรัสบีและฟลาทอกซิน และแอลกอฮอล์ เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งตับ สำหรับการรักษามะเร็งโดยการใช้ผักสดและผลไม้สดเป็นจำนวนมากนั้น ดร.แมกซ์ เกอร์สัน มีประสบการณ์ในการใช้ผักสดและผลไม้สดปริมาณมาก ในการรักษามะเร็งอย่างได้ผล โดยหวังผลในสองประเด็นคือ
1. ผักสดและผลไม้สดปริมาณมาก จะเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย เพื่อป้องกันตัวเองจากเซลล์มะเร็ง
2. การจำกัดอาหารโปรตีนและไขมัน กินผักสดและผลไม้สด ปริมาณมากแทน จะทำให้ก้อนมะเร็งลดขนาดลง 50% ภายในเวลา 6 สัปดาห์ ธรรมชาติบําบัดรักษามะเร็ง.

ธรรมชาติบําบัดรักษามะเร็ง


ธรรมชาติบําบัดรักษามะเร็ง การรักษามะเร็งในแง่ของธรรมชาติบำบัดมีหลักการดังนี้ คือ
1. ควบคุมก้อนมะเร็งให้หยุดโตหรือให้เล็กลง
2. เพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย
3. ป้องกันไม่ให้มะเร็งแพร่กระจาย
หลักการทั้งสามมีรายละเอียดดังนี้
1. ทำอย่างไรให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง ซึ่งหากไม่ต้องการผ่าตัดเคมีบำบัด หรือการฉายรังสี อาจจะอาศัยการควบคุมอาหารเพื่อให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงก็ย่อมกระทำได้
การควบคุมปริมาณโปรตีนให้เพียงพอแก่ความจำเป็นพื้นฐานของร่างกาย โดยให้กินวันละเพียง 28 – 33 กรัมต่อวัน และไขมันให้กินวันละเพียง 3 กรัม จะเพียงพอ ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่ดี สามารถสร้างเอนไซด์ ฮอร์โมน และมีการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ตามปกติ แต่ปริมาณโปรตีนและไขมันเพียงเท่านี้จะไม่พอสำหรับทำให้ก้อนมะเร็งโตขึ้น มะเร็งที่ไม่โตขึ้นก็จะไม่สามารถทำอันตรายเซลล์ร่างกายได้โดยมีการจำกัดอาหารกลุ่มนี้เพียงระยะสั้น รอให้ร่างกายฟื้นสภาพของภูมิต้านทานคืนมา
2.เพิ่มภูมิต้านทาน เพื่อทำให้เม็ดเลือดขาวมีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยการใช้ผักสดและผลไม้สดปริมาณมาก ส่วนหนึ่งกินแบบสด ๆ เป็นจาน ๆ และอีกส่วนหนึ่งอาศัยการคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม เพื่อทิ้งกากซึ่งเป็นวิธีทำให้ร่างกายได้สารอาหาร นอกจากจะอาศัยผักสดและผลไม้สดปริมาณมากแล้ว การเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายยังสามารถทำได้โดย :
- ใช้ความร้อนเพื่อกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวโดยการอาบแดด อบสมุนไพรซาวน่า
- ออกกำลังแบบแอโรบิคทุกวัน สม่ำเสมอ โดยใช้ความแรงที่ 60% ของความสามารถสูงสุดของหัวใจ เป็นเวลานาน 20 – 30 นาที เช่น การเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค แล้วแต่ความสามารถของผู้ป่วยในขณะนั้น ธรรมชาติบําบัดรักษามะเร็ง
- ทำสมาธิแบบอานาปานสติ ฝึกโยคะ ชี่กง ฤาษีดัดตน ซึ่งเป็นการออกกำลังกายแบบตะวันออกที่มีการเคลื่อนไหวประสานกับลมหายใจอาศัยลมหายใจเข้าออกทำให้ใจสงบลง
- การใช้วิตามินและอาหารเสริมกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว
- การใช้สมุนไพรในการกระตุ้นภูมิต้านทาน
ทั้งหมดนี้ต้องถือปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน จึงจะสามารถฟื้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้กลับมามีประสิทธิภาพดังเดิม
3. ป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็ง ส่วนหนึ่งโดยการใช้ผักสด และผลไม้สดปริมาณมาก เพื่อรับเอาวิตามินซีสูง ๆ เข้าไปป้องกันการหลุดลอกตัวของเซลล์มะเร็งออกจากก้อน เนื่องจากเอนไซม์ไฮยาลูโรดิเมล์จากก้อนมะเร็ง ที่ทำหน้าที่สลายเซลล์มะเร็งให้หลุดออกจากกัน จะไม่ทำงานหากมีวิตามินซีปริมาณสูง การกินวิตามินซีปริมาณสูงเท่ากับเป็นการสกัดกั้นการแพร่กระจายของก้อนมะเร็ง นอกจากนี้กระบวนการเพิ่มภูมิต้านทาน เพื่อทำให้เม็ดเลือดขาวมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็เป็นการป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งไปในตัว
หลักการทั้งสามประการนี้ กระบวนการเพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกายเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดในการรักษา เนื่องจากการป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งมีโอกาสโตขึ้นมากอีก หากผ่าตัดฉายรังสี หรือรักษาด้วยเคมีบำบัดไปแล้วก็สมควรฟื้นภูมิต้านทานให้เม็ดเลือดขาวมาควบคุมเซลล์มะเร็งด้วยตัวของมันเอง จึงจะได้ผลในการรักษาดีกว่า และเนื่องจากอาหารและวิถีชีวิตเป็นตัวกำหนดภูมิต้านทาน การรักษามะเร็งจะได้ผลสมควรต้องมีการเปลี่ยนอาหาร การปรับชีวิตความเป็นอยู่เป็นสำคัญ ธรรมชาติบําบัดรักษามะเร็ง.

Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS

ผิวใส จากภายใน สวยใสจากภายในด้วย 4 อาหารผิว

ผิวใส จากภายใน  สวยใสจากภายในด้วย 4 อาหารผิว
Antiaging Medicine หรือการรับประทานอาหารที่มีสารต่อต้านริ้วรอย ชะลอวัย กำลังมาแรง ทั้งในประเทศอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ส่วนใหญ่สารอาหาร ดังกล่าวจะคัดสรร สกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติ การเลือกรับประทานผัก ผลไม้ และอาหารเสริม ที่มีส่วนผสมของสารต่อต้านความชราจึงเป็นอีกทางเลือกของความสวยที่เราสามารถ ทำได้ด้วยตัวเอง ไม่มีคำว่าช้าเกินไป แต่ใครเริ่มเร็วกว่าก็ยิ่งยืดความอ่อนเยาว์ให้ตัวเองได้ยาวนานกว่า และนี่คือสารอาหารที่จะช่วยคงความงามแห่งผิวพรรณจากภายใน สู่ภายนอก ที่เราขอแนะนำ
ไนอาซินหรือวิตามินบี 3 เป็นวิตามิน ตัวเดียวที่ร่างกายสังเคราะห์ได้จากกรดอะมิโน ช่วยบำรุงสมองและประสาท รักษาสุขภาพของผิวหนัง ลิ้น และเนื้อเยื่อของระบบย่อยอาหาร จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศ และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ไนอาซินมีในอาหารทั่วไปที่ได้จากสัตว์และพืช แหล่งที่มีมากคือ เนื้อสัตว์, เนื้อปลา, ถั่ว, ข้าว, เครื่องในสัตว์ แหล่งที่มีปานกลางได้แก่ มันฝรั่ง, ธัญพืช, แหล่งที่มีน้อยคือ น้ำนม, ไข่, ผัก และผลไม้
วิตามินเอ มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ เรตินอยด์ (Retinoids) และแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) วิตามินเอเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยในเรื่องการป้องกันการเสื่อมอายุของผิวหนัง การซ่อมแซมผิวหนังที่เสียไป ผิวใส จากภายใน.

ผิวใส จากภายใน

ผิวใส จากภายใน นอกจากนี้วิตามินเอยังมีความสำคัญต่อกระบวนการเติบโตของผิวหนัง และเป็นสารสำคัญที่ช่วยทำให้ผิวหนังมีการทำงานอย่างปกติ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันมะเร็งและเสริมสุขภาพตา แหล่งอาหารที่พบคือ ไข่, นม, เนย, ปลาแซลมอน, ปลา Halibut, ผักใบเขียว เช่น บร็อกโคลี, ผักโขม, แอสพารากัส, มะละกอ, แคนตาลูป, มะเขือเทศ, ฟักทอง
วิตามินบี-คอมเพล็กซ์วิตามินในกลุ่มนี้ มีความสำคัญต่อสุขภาพผิวหนังเป็นอย่างมาก ช่วยในกระบวนการผลิตพลังงานภายในเซลล์ เช่น วิตามินบี 2 ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ วิตามินบี 3 ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และทำให้ผิวหนังไม่ซีด วิตามินบี 12 ช่วยในการแบ่งเซลล์ วิตามินบี 9 ช่วยในเรื่องการแบ่งและเจริญเติบโตของเซลล์ นอกจากนี้ กรดโฟลิกยังช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง แหล่งอาหารที่พบมากคือ บร็อกโคลี, มันฝรั่ง, เห็ด, แครอท, มะเขือเทศ, กะหล่ำปลี, ผักโขม, กล้วย, แอปเปิ้ล, มะเขือ, ผลไม้ในกลุ่มส้ม, ไข่, เนื้อไก่, เนื้อปลาแซลมอน และปลาทูน่า
วิตามินซีเป็น สารอาหารสำคัญที่ช่วยในการสังเคราะห์และช่วยกระตุ้น การสร้างคอลลาเจน ทั้งนี้คอลลาเจนจะไม่สามารถทำงานได้หากขาดวิตามินซี นอกจากนี้วิตามินซียังมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว และชะลอการเกิดริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใส่ใจดูแล ตัวเองด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่สม่ำเสมอ นับเป็นหนึ่งในเคล็ดลับความงามที่พูดง่ายแต่ทำยาก แต่เราก็เชื่อว่า ถ้าเรามีความตั้งใจจริงก็สามารถสร้างสรรค์ตัวเองให้ดูสวยอ่อนเยาว์ได้โดยไม่ ต้องพึ่งเทคนิคศัลยกรรม ยิ่งโดยเฉพาะในยุคนี้ มีอาหารเสริมวิตามินรสชาติอร่อยมากมายมาให้เลือกเป็นทางลัดด้วยแล้ว ยิ่งสบาย งั้นเรามาเริ่มกแนและดื่มเพื่อผิวพรรณกันตั้งแต่ปลายปีนี้เลย…ดีไหม ผิวใส จากภายใน.

Share and Enjoy

  • Facebook
  • Twitter
  • Delicious
  • LinkedIn
  • StumbleUpon
  • Add to favorites
  • Email
  • RSS